เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ในภาษาอังกฤษ

เสื้อผ้า หลายคำเรียกไม่เหมือนกันสำหรับ อเมริกา กับอังกฤษ
shirt - เสื้อเชิ้ต
t-shirt - เสื้อยืด
blouse - เสื้อผู้หญิง
dress - ชุดกระโปรง
jumper (BrE) - เสื้อถักที่เป็นแบบสวมหัว (pull-over)
jumper (AmE) - เสื้อเอี๊ยม เสื้อที่ติดกับกางเกงหรือกระโปรง ที่ไม่มีแขน
pinafore (BrE) - จะตรงกับ jumper (AmE)
cardigan - เสื้อถักที่มีกระดุมด้านหน้า คอวี ไว้ใส่ทับเสื้อเชิ้ต หรือเสื้อผู้หญิง
sweater (AmE) - ใช้หมายถึงได้ทั้ง jumper (BrE) และ cardigan
vest (BrE) - เสื้อกล้าม
vest (AmE), sweater vest - เสื้อกั๊ก
waistcoat (BrE) - เสื้อกั๊ก
pajamas - ชุดนอน

trousers (BrE) - กางเกงขายาว
pants (AmE) - กางเกงขายาว
pants (BrE) - กางเกงในผู้ชาย
underpants (AmE) - กางเกงในผู้ชาย
knickers (BrE) - กางเกงในผู้หญิง
panties (AmE) - กางเกงในผู้หญิง
shorts - กางเกงขาสั้น
skirt - กระโปรง

socks - ถุงเท้า
sandals - รองเท้่าแตะ
slippers - รองเท้าใส่อยู่บ้าน
sneakers - รองเท้าผ้าใบ
high-heel shoes - รองเท้าส้นสูง

hat - หมวก
cap - หมวกแก๊ป
bag - กระเป๋า
backpack - กระเป๋าเป้
handbag - กระเป๋าสะพายของผู้หญิง
purse (AmE) - กระเป๋าสะพายของผู้หญิง
wallet - กระเป๋าตังค์

เครื่องประดับบ้าง
belt - เข็มขัด
buckle - หัวเข็มขัด
hairpin - ปิ่นปักผม, กิ๊ปติดผม
hair band - ยางรัดผม, ที่คาดผม
bangle - กำไล
bracelet - สร้อยข้อมือ
necklace - สร้อยคอ
earrings - ต่างหู


แถมท้ายส่วนต่างประของเสื้อ
collar - ปกเสื้อ (white collar - หมายถึงชนชั้นที่ทำงานในออฟฟิจ, blue collar - หมายถึงชนชั้น technician ซึ่งทำงานในโรงงาน)
sleeve - แขนเสื้อ
pocket - กระเป๋าเสื้อ

Referrence:

Online Dictionary

เดี๋ยวนี้มี online dictionary มากมายเลยค่ะ แล้วก็ดีๆ หลายที่ด้วยกันทั้งไทย ทั้งอังกฤษ

ไทย
- Lexitron - สำหรับ dictionary ไทย-อังกฤษ หรือ อังกฤษ-ไทย
- พจนานุกรม Longdo - พิมพ์ที่เดียวได้ทั้งคำแปลไทย, อังกฤษ จากหลายๆ แหล่ง
- LightLex - ถ้าต้องการหาคำเกี่ยวข้อง คำตรงข้าม คำที่ความหมายเดียวกัน ที่นี่น่าจะเหมาะที่สุด

อังกฤษ
- Oxford Advanced Learner's Dictionary - talking dictionary อังกฤษ-อังกฤษ จากฝั่งอังกฤษค่ะ
- Cambridge Advanced Learner's Dictionary - talking dictionary อังกฤษ-อังกฤษ จากฝั่งอเมริกาค่ะ
- Longman Dictionary - talking dictionary อังกฤษ-อังกฤษ อีกเล่มที่ฮิตกันในเมืองไทย นอกจากมีเีสียง pronunciation ของคำแล้ว ยังมีเสียงของประโยคตัวอย่างด้วย
- Visuwords - graphical dictionary ค่ะ สำหรับหาคำที่เกี่ยวข้อง interface งามประทับใจค่ะ

hurt, pain, ache, sick, ill

pain, ache ส่วนใหญ่จะใช้เป็น noun
pain จะใช้กับความเ็จ็บปวดที่รุนแรงเช่น

Yesterday I suddenly felt a lot of pain in my stomach. I was taken to hospital where they discovered I had appendicitis.

ในขณะที่ ache ใช้กับความเจ็บปวดทั่วไปที่ไม่รุนแรง แต่ยาวนานกว่า เช่น headache, stomach ache

sick, ill จะใช้เป็น adjective ส่วนใหญ่
สำหรับ British English การใช้ sick หมายถึงความรู้สึกอยากอาเจียน เช่น

I think I’m going to be sick.

หรือบางครั้งหมายถึงอาเจียน (ที่เป็น noun) เลยก็ได้

If you have children, you can be sure that you will have to clear up some sick at least once during their childhood.

หรือ ใช้เฉพาะกับวลีบางอย่างเช่น

I’ve been off sick for ten days

แต่ ill จะหมายถึงการเจ็บป่วยทั่วไป

ส่วน hurt ส่วนใหญ่จะใช้เป็น adjective หรือ verb แต่จะหมายถึงความเจ็บป่วยเนื่องจากสาเหตุจากภายนอก ไม่ได้หมายถึงโรคภัยไข้เจ็บ เช่น

Be careful on that ladder, you might hurt yourself if you fall

และแม้ว่า hurt จะสามารถใช้เป็น noun ได้ แต่ก็จะใช้กับอารมณ์ ความรู้สึก ไม่ได้ใช้กับความเจ็บป่วยทางร่างกาย

When he told her he wanted a divorce she could hear a lot of hurt in his voice.

Reference:
Pain/ach/ill/sick/hurt

Tense (ตอนที่ 10): Future Simple

Form: will + V1

การใช้
1. ใช้ในการแสดงการอาสา

เช่น
I will send you the information when I get it.
I will not do your homework for you.

2. ใช้แสดงความตั้งใจ หรือสัญญา

เช่น
I will call you when I arrive.
I won't tell anyone your secret.

3. ใช้ทำนายเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

เช่น
John Smith will be the next President.

สิ่งสำคัญก็คือ เราจะไม่ใช้ Future tense กับ clause ที่แสดงถึงเวลา เช่น clause ที่เริ่มด้วยคำประเภทนี้่
when, while, before, after, by the time, as soon as, if, unless

เช่น
When you will arrive tonight, we will go out for dinner. - ผิดฮับ ไม่ใช้กัน
When you arrive tonight, we will go out for dinner. - เราจะใช้ Present tense แทน

อีกตัวอย่างที่เราจะเห็นได้ชัดก็คือ if clause แบบที่ 1 ที่เราใช้เป็น
If he come, I will go - ซึ่งจริงๆ แล้ว he ยังมาไม่ถึง ซึ่งมีความหมายถึงในอนาคต ถ้าเค้ามาแล้ว ฉันก็จะไป

ซึ่งไม่ใช่แค่ Future Simple เท่านั้น กฎนี้สามารถใช้กับ Future Tense อื่นๆ ด้วย โดยเราจะใช้ Present tense แทน เช่น
Future Simple จะใช้ Present Simple
Future Continuous จะใช้ Present Continuous
Future Perfect จะใช้ Present Prefect

ดังนั้น เมื่อเห็น clause เหล่านี้ ถึงแ้ม้จะเป็น Present tense ก็ตาม แต่จริงๆ แล้วมันมีความหมายเป็น future ฮับ

Will vs. Be going to
แม้ว่า be going to ดูจะเหมือน Present Continuous แต่จริงๆ แล้วมันใช้ในความหมายของ future มากกว่า โดยเฉพาะในการใช้สำหรับการคาดการณ์ในอนาคต

เช่น ตัวอย่างในข้อ 3
John Smith will be the next President.
John Smith is going to be the next President.
- สามารถใช้ได้เหมือนกัน และให้ความหมายเหมือนกัน

แต่ก็มีข้อแตกต่างระหว่างการใช้ will กับ be going to สำหรับในกรณีที่เราพูดถึงสิ่งที่เราได้ตัดสินใจไปแล้ว (หรือวางแผนในแล้ว) ในอดีต และเป็นผลให้เกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเราจะใช้ be going to แต่ไม่ใช้ will

เช่น
I'm going to go to US next month - นั้นหมายถึง เราได้ตัดสินใจ(ในอดีต)ไปแล้ว (อาจจะมีการจองตั๋วเครื่องบิน หรืออะไรไปก่อนหน้านี้แล้ว และเราจะไปแน่ๆ) และกำลังจะเดินทางเดือนหน้า

Reference:
Simple Future

Tense (ตอนที่ 5): Present Perfect Continuous

Form: has, have + been + Ving

การใช้
ใช้สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตและดำเนินอยู่ช่วงหนึ่งในอดีต หรือเหตุการณ์ที่เพิ่งจะจบไป

Present Perfect Continuous vs. Present Perfect
2 tense นี้ใกล้เคียงกันมาก สิ่งที่ทำให้บางครั้งเราใช้ continuous หรือบางครั้งไม่ใช่ continuous (ด้วยความเข้าใจของตัวเอง) ขึ้นอยู่กับ verb ที่ใช้ และสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นๆ ที่บอกว่าขึ้นกับ verb ก็คือ verb ที่อยู่ในกลุ่ม non-continuous verb จะไม่สามารถใช้เป็น Present Perfect Continuous ได้จะต้องใช้เป็น Present Perfect เท่านั้น ซึ่งจะสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย เพราะว่า verb ที่แสดงเป็น continuous คือการแสดงอาการนั้นๆ เป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งต้องใช้ continuous ในการบอกว่ามีการดำเนินไปของการกระทำ

อาจจะฟังดูแล้ว งงๆ จะลองสรุปง่ายๆ ดังนี้
  1. สำหรับ verb ทั่วไป ที่มีสามารถแสดงอาการนั้นๆ ได้ หรือเป็น Type แรก จะใช้ Persent Perfect Continuous เสมอ
  2. non-continuous verb ก็ใช้ Present Perfect
  3. ส่วนพวก mixed verb เราจะต้องดูความหมาย ถ้าเราต้องการจะใช้ในความหมายของ continuous ก็ต้องใช้ Present Perfect Continuous ถ้าไม่ใช้ก็ต้องเป็น Present Perfect
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องดูความหมายด้วย เช่น
He has walked by us at least twenty times - แม้ว่าจะเป็น walk แต่ในที่นี้ คือ walk by (เดินผ่านเราไปมา) ซึ่งในความหมายนี้ จะไม่ใช้เป็น continuous

และวิธีนี้ยังสามารถใช้กับ Perfect Tense และ Perfect Continuous Tense อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Past Perfect กับ Past Perfect Continuous หรือ Future Perfect กับ Future Perfect Continuous ได้ด้วย

Reference:
Present Perfect Continuous

Roast, Grill, Bake, Broil

สับสนอ่ะค่ะ ว่าทั้ง 4 คำ เหมือนจะมีความหมายคล้ายกันมาก จนไม่รู้ว่าจะใช้ roasted fish, grilled fish กันแน่ ก็เลยลองไปหาดู ก็ได้ความดังนี้ (เชื่อได้ เชื่อไม่ได้ ก็ลองอ่านดูนะค่ะ)

Roast กับ Bake
เค้าบอกว่า 2 คำนี้คล้ายกัน เป็นการทำอาหารแบบให้ความร้อนทั่วทุกส่วน ด้วย dry, hot air ซึ่งอาจจะเป็นในเตาอบ ด้วยความร้อนประมาณ 300 องศาฟาเรนไฮน์ แต่ไม่ใช่ให้ความร้อนตรงๆ ซึ่งโดยปกติแล้วจะใช้กับเนื้อชิ้นใหญ่ๆ หรือว่าไก่ทั้งตัว
ความแตกต่างของ roast กับ bake ก็คือ roast จะให้ความร้อนที่สูงกว่า ทำให้สุกเร็วกว่า ซึ่งมักจะใช้กับพวกเนื้อ ไก่ เป็ด แต่ bake มักจะใช้กับพวกปลา หรือขนมอบ พวกพาย ขนมปัง

Grill กับ Broil
อันนี้ก็คล้ายกัน แต่ต่างกับ roast และ grill ตรงที่เป็นการให้ความร้อนแบบ direct กว่า อาจจะเป็นการย่างบนกระทะร้อน ซึ่งโดยปกติจะต้องมีการกลับข้าง 1 หน เพื่อให้อาหารสุกทั้งสองด้าน ซึ่งการย่างแบบนี้จะทำให้เกิดเป็นลายไหม้บนเนื้อ หรืออาหารที่นำไปย่าง ซึ่งมักจะใช้กับพวกอาหารทะเล หรือเนื้อที่ตัดมาแล้วเป็นชิ้นๆ
ส่วนความต่างของ grill กับ broil ก็ต่างกันที่ grill จะให้ความร้อนจากด้านล่าง ส่วน broil จะให้ความร้อนจากด้านบน

เอวัง เขียนเสร็จก็อยากกินสเต็ก เหอะๆ


Reference:
Dry-Heat Cooking Methods

Coffee

วันนี้ได้อ่าน The flatmate ใน BBC ซึ่งเป็นตอนที่เกี่ยวกับกาแฟ แล้วก็มีศัพท์ที่เราคุ้นหูมานาน เช่น espresso, latte, cappuccino ทำให้เกิดความสงสัยขึ้นนาน เนื่องจากไม่ได้เป็นคนกินกาแฟอยู่แล้ว ก็เลยไม่ค่อยเข้าใจ แล้วก็เป็นทีมาในการตามหาคำตอบ แม้ว่าจะไม่ค่อยเกี่ยวกับภาษาอังกฤษเท่าไร แต่เนื่องจากกาแฟเป็นวัฒนธรรมตะวันตกที่แพร่หลายไปทั่วโลกแล้ว อันทำให้คนเป็นเจ้าของธุรกิจคนไทยหลายคนได้ร่ำรวยไปตามๆ กัน ดังนั้นถ้าเราจะคุยกับฝรั่งสักคนเกี่ยวกับเรื่องกาแฟ ถ้าเราพอมีความรู้บ้าง ก็จะช่วยให้การคุยสนุกขึ้นนะค่ะ

เรื่องแรก ก็ต้องทำความรู้จัก espresso กันก่อน เพราะว่าเป็นตัวตั้งต้นของเมนูกาแฟอื่นๆ เลย espresso เกิดขึ้นครั้งแรกที่ อิตาลี ค่ะโดยเป็นการชงกาแฟ จากเมล็ดกาแฟที่คั่วมาเป็นอย่างดี กับน้ำร้อน ภายใต้ความดัน ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นการใช้แรงดันไอน้ำผ่านไปที่เมล็ดกาแฟ เพื่อให้ได้ espresso ออกมาเป็นหยดๆ อย่างที่เราเห็นในเครื่องทำกาแฟ ซึ่งคนที่คิดเครื่องทำกาแฟแบบนี้ก็คือคนอิตาลี Luigi Bezzera กาแฟ espresso ที่ได้จากเครื่องชงกาแฟ เค้าจะนับกันเป็น shot ก็คือเป็นแก้วเล็กๆ ที่เค้าไว้ใส่กาแฟนั่นเอง 1 shot จะเท่ากับ 1 ounce หรือ 30 มิลลิลิตร ที่ต้องเป็นแก้วเล็กก็เพราะกาแฟที่ได้จากวิธีนี้จะเป็นกาแฟที่มีความเข้มข้นสูง และก็มีคาเฟอีนสูงด้วย กินแค่แก้วเล็กๆ นี่ก็คงตาค้างไปหลายชั่วโมง และ espresso นี่เองที่เค้าใช้เป็นพื้นฐานในการทำกาแฟอื่นๆ ต่อไป

latte มาจากภาษาอิตาลี caffelatte ซึ่งแปลว่า กาแฟกับนม latte เป็นการนำกาแฟ espresso ใส่เข้าไปในแก้วที่มีนมร้อนๆ อยู่ โดยมีสัดส่วนของ espresso 1/3 และ นม 2/3 หลังจากนั้นก็เติมฟองนมด้านบนประมาณ 5 มิลลิเมตร หรือประมาณ 1/4 นิ้ว ส่วน cappucino ก็คล้ายๆ กับ latte แต่ต่างกันกันที่ cappucino จะใส่ฟองนมที่หนากว่า ซึ่งตามใน wikipedia อ้างว่าหนาประมาณ 2 เซนติเมตร หรือประมาณ 3/4 นิ้ว ซึ่งไอ้ฟองนมหนาๆ นี่เองที่เป็นเอกลักษณ์ให้กับ cappucino และ barista ก็จะใช้ฟองนมในใช้สร้างรูปภาพต่างๆ ในอิตาลีเองมีการทำ cappuccino เวอร์ชั่นเย็นด้วย เรียกว่า Cappucino Freddo ซึ่งจะใส่ฟองนมเพียงเล็กน้อย แต่ว่าไม่ใส่น้ำแข็ง แต่หลังจากแพร่หลายออกไป iced cappucino ที่ไม่มีฟองน้ำก็ถูกเรียกแตกต่างกันไป เช่นที่ Starbucks จะเรียกว่า iced latte (ความเห็นผู้เขียน: อาจจะเนื่องจากไม่มีฟองนมอันเป็นเอกลักษณ์ของ cappucino ละมั้งทำให้คนไม่เรียกกัน)

เมนูถัดมาก็คือ caffe macchiato คำว่า Macchiato แปลว่า stained (ทำให้เปื้อน เปรอะ) ซึ่งหมายถึง espresso ที่ใส่นมเพียงนิดเดียว แต่ต่อมามีการใส่ฟองนมลงไปด้วยนิดหน่อย เนื่องจาก barista ต้องการให้พนักงานเสริฟไม่สับสนระหว่าง espresso และ Caffe machiato และเป็นที่มาที่ทำให้คนเข้าใจผิดคิดว่า Macchiato แปลว่า ฟอง และต่อมาได้นำมาใช้ในเมนู latte macchiato ซึ่งหมายถึง นมที่ใส่ espresso นิดเดียว หรือประมาณ 1/2 shot ใน Starbucks ก็จะมีเมนู caramel macchiato ซึ่งเป็นการเอา vanilla-flavored syrup (น้ำเชื่อมรสวนิลา) ผสมกับนม และเติม espresso ลงไป และเติมด้วย caramel อีกที (caramel เป็นการใช้น้ำตาลละลายกับเนย และนม จะเป็นสีน้ำตาลไหม้)

เมนูสุดท้ายฮับ cafe mocha เมนูนี้น่าจะเป็นเมนูคุ้นเคยของใครหลายคน mocha ก็คือ latte นะเอง คือ espresso 1/3 นม 2/3 แต่ว่าจะใส่ chocolate ลงไปด้วย ซึ่งอาจจะเป็น ผงช็อคโกแลต หรือว่าเป็นน้ำ ก็แล้วแต่สูตร ซึ่งบางทีก็ใส่ ฟองนมข้างบน หรือบางทีก็อาจจะใส่ whipped cream (whip แปลว่า หวด หรือตวัด เป็นการตีครีมอย่างแรงเพื่อให้เกินเป็นฟองอากาศข้างใน)

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเมนูกาแฟที่คนรู้จักทั่วไป อาจจะไม่ได้ความรู้ภาษาอังกฤษเท่าไร แต่สำหรับคนที่ไปเมืองนอกแล้ว อาจจะช่วยให้การสั่งกาแฟง่ายขึ้นบ้างนะค่ะ


Reference:
Coffee vocabulary
Espresso - Wikipedia
Latte - Wikipedia
Cappucino - Wikipedia
Cafe macchiato - Wikipedia
Latte macchiato - Wikipedia
Cafe mocha - Wikipedia

Adjective: Order

ลำดับการใส่ adjective เข้าไปข้างหน้า noun เป็นดังนี้

size, age, shape, colour, origin, material

เช่น

a petite, white, French, linen jacket

จริงๆ ไม่ได้เป็นกฎ grammar ตายตัว แต่เรียกว่าเป็นความนิยมมากกว่ามั้ง


Reference:
Adjective order

Tense (ตอนที่ 7): Past Continuous

ไม่ได้เขียนซะนาน ด้วยการเปลี่ยนแปลงในชีวิตรุมเร้า ต่อละนะ

Form: was, were + Ving

การใช้
1. Interrupted Action ในอดีต

เช่น
I was watching TV when she called. While I was writing the email, the computer suddenly went off.

ประโยคประเภทนี้มักมี when หรือ while อยู่ในประโยค แต่ความแตกต่างในการใช้ก็คือ
when + past simple
while + past continous

นอกจากนี้ อาจจะใช้ในบทสนทนา ซึ่งไม่เป็น compound sentences เนื่องจากผู้ฟังเข้าใจประโยคที่ถูกละไว้แล้ว

A: What were you doing when you broke your leg?
B: I was snowboarding. (when I broke my leg - ถูกละไว้)


2. Interruption เหมือนกัน แต่เป็นการระบุเวลา

เช่น
Last night at 6 PM, I was eating dinner.

ความแตกต่างระหว่างการใช้ past continuous กับ past simple ในกรณี เช่น
Last night at 6 PM, I ate dinner. - เริ่มกินข้าวตอน 6 โมง
Last night at 6 PM, I was eating dinner. - กำลังกินข้าวอยู่ ไ่ม่รู้ว่าเริ่มกินเมื่อไร


3. Parallel Action ในอดีต
การใช้ลักษณะนี้ก็จะคล้ายๆ กับแบบแรก เพียงแต่ว่าไม่มี action ไหน interrupt action ไหน แต่ว่าดำเนินไปพร้อมๆ กัน

เช่น
I was studying while he was making dinner.
What were you doing while you were waiting?

หรือลองเข้าไปดูตาม reference ด้านล่างนะค่ะ จะมีรูปให้ด้วย เผื่อจะเข้าใจได้มากขึ้น


4. Repeated Action + Irritation ในอดีต
อันนี้ไม่ค่อยเคยเห็นเหมือนกันค่ะ น่าจะคล้ายๆ กับ Past Simple และ used to แต่ต่างกันที่จะมีความหมายในเชิงลบ เป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความรำคาญ ซึ่งมักจะใช้กับ always, constantly

เช่น
She was always coming to class late.
He was constantly talking. He annoyed everyone.



Reference:
ENGLIST PAGE - Past Continuous

Verb: Verb + Verb

เคยเขียนถึงเรื่อง Linking Verb ไปแล้วตอนหนึ่งนะค่ะ ซึ่ง Linking Verb เป็น verb ที่สามารถตามด้วย adjective ได้ ตอนนี้เราจะมาพูด verb อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งสามารถตามด้วย verb form อื่นๆ ได้ เช่น Ving, V infinitive with/without to.

โดยปกติในประโยคหนึ่งๆ จะมี verb แท้ได้แค่ 1 ตัวเท่านั้น verb ตัวที่ตามมา จึงต้องเป็น verb ในรูปอื่นๆ ซึ่ง verb ตัวไหนจะต้องตามด้วย verb รูปแบบไหนนั้น ไม่มีกฎเกณฑ์ค่ะ (หรือเท่าที่เรารู้ ไม่มีนะ อาจจะมีที่ไม่รู้ เหอะๆ) ต้องจำเอาอย่างเดียว แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ

Without object

1. Verb + Ving

ได้แก่ admit, avoid, consider, deny, fancy, finish, hate, imagine, mind, love, postpone, regret, risk, stop, suggest
หรือ phrasal verb ได้แก่ carry on, give up, go on, keep on, put off

ตัวอย่าง

The children admitted taking the sweets.
I considered becoming a singer when I left school.
Do you fancy going to see a movie tonight?
Would you mind opening the window? It's rather hot in here.
He suggested eating out, but I had already prepared dinner at home.

The children carried on playing even though it had started to rain.
I gave up smoking 3 years ago.
The teacher went on talking even though some of the students weren't listening.
Why do you keep on eating fatty food when you know it's bad for you?


2. Verb + Verb Infinitive with to

ซึ่ง verb ทั่วไปจะอยู่ในกลุ่มนี้เป็นส่วนใหญ่ คือถ้าไม่เข้ากับกลุ่มแรก ก็เดาเป็นเลาๆ ได้ว่าน่าจะเป็นกลุ่มนี้แล

และเป็น verb บางตัวที่สามารถใช้ได้กับทั้ง 2 แบบ แต่ว่าจะใช้ึความหมายต่างกัน
ได้แ่ก่ remember, forget, stop

เช่น
They stopped to talk - แปลว่าหยุดทำอย่างอื่น เพื่อที่จะหันมาคุย
They stopped talking - แปลว่าหยุดพูด

I didn't remember to email - แปลว่าลืม email (ไม่ได้ส่ง email)
I don't remember emailing to you - แปลว่า ลืมไปแล้วว่าได้ส่ง email ไปหาหรือเปล่า (อาจจะส่งหรือไม่ได้ส่งก็ได้)

I remember telling her about the bowling - แปลว่า จำได้่ว่ามีการบอกเธอเกี่ยวกับ bowling (บอกไปแล้ว)
I remember to tell her about the bowling - แปลว่า จะจำไว้ว่าจะต้องบอกเธอ (ยังไม่ได้บอก)

I try using a heavier bowling ball - แปลว่า จะลองใช้ลูก bowling ที่หนักขึ้น
I try to use use heavier bowling, but it was too heavy. - แปลว่า พยายามจะใช้ลูก bowling ที่หนักขึ้นแล้ว แต่ว่ามันหนักไป (คือไม่ได้ใช้ลูกที่หนัก - เป็นการบอกความพยายามที่ล้มเหลว)

I've forgotten telling you that it's my birthday today - แปลว่า ฉันลืมไปแล้วว่าเคยบอกว่าวันนี้เป็นวันเกิด (เป็นการลืมสิ่งที่เคยทำไปในอดีต)
I forgot to telephone the bank before I went on holiday - แปลว่า ลืมโทรไปหาธนาคาร ก่อนวันหยุด (แปลว่าไม่ได้โทร หรือไม่ได้ทำสิ่งนั้น)

I regret changing my job - แปลว่า เสียใจที่ได้เปลี่ยนงานมา (คือได้เปลี่ยนงานไปแล้ว - เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว)
I regret to tell you that you have not passed your exam - แปลว่า เสียใจที่จะบอกว่าคุณสอบตก (เสียใจกับสิ่งที่กำัลังจะทำ)

With object
และสำหรับ verb บางตัว เมื่อใช้กับ indirect object จะใช้ในรูปแบบ

1. Verb + object + Verb Infinitive without to

อันได้แก่ make, let, have

ตัวอย่าง

The teacher made us do our homework.
The teacher let us leave early.


สำหรับ verb ในลักษณะนี้ เมื่อใช้เป็น passive จะตามด้วย Verb Infinitive with to

เช่น

I was made to repeat the exercise.

อีกคำหนึ่งที่อาจจะสามารถ เข้ากับกลุ่นนี้ก็คือ help

help สามารถใช้แบบ help + Verb Infinitive with to ก็ได้ แต่ว่าโดยส่วนใหญ่จะใช้แบบละ to มากกว่า โดยเฉพาะการใช้แบบ informal ดังนั้นจึงไม่ได้เขียนรวมไปกับ make และ let เพราะว่า make กับ let จะไม่สามารถใช้กับ Verb Infinitive with to ได้เลย

ตัวอย่าง

Come and help me life this box.
This charity aims to help people (to) help themselves.

2. Verb + object + Verb Infinitive with to

ซึ่ง verb โดยทั่วไปจะเป็นกลุ่มนี้

Summary

โดยสรุปก็เป็นดังนี้




V + VV + Ving
without object
admit, avoid, consider, delay, deny, dislike, enjoy, fancy, favor, finish, hate, imagine, mind, miss, love, postpone, practice, quit, recall, recommend, resist, risk, stop, suggest
carry on, give up, go on, keep on, put off
*forget, regret, remember, stop, try
with objecthave, make, let, suggest
* คำในกลุ่มนี้สามารถใช้ได้ทั้ง Ving และ to verb แต่ความหมายต่างกัน
Note: สำหรับ verb ทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในตาราง ส่วนใหญ่จะใช้กับ to verb



Reference:
Make, let, allow
Verb + V-ing

Verb patterns: different meanings

Conference pattern

จริงๆ แล้วเป็นประโยคที่ไว้ถาม เมื่อเราฟังไม่ทัน ตามไม่ทันการประชุมมากกว่าฮับ

Sorry. - เริ่มต้นด้วย Sorry ก่อนจะ interrupt การประชุม

I missed that.
I didn't catch that.
I don't understand.
I'm not with you.
- อย่าตลกนะค่ะ เค้าใช้แบบนี้จริงๆ
I don't follow you.
I don't quite see what you mean.


Could you say it again?
Could you go over that again?
Could you run through that again?
Could you explain what you mean?
Could you be a bit more specific?

Could you slow down a bit?
Could you speak up please?




Adjective: Quantifier, Artical, Demonstrative

Uncountable nounCountable noun
Singular nounPlural noun
Qualifierall
any, some
more, most, most of
enough
a lot of, lots of
plenty of
the other, other

a little, little

much

a great deal of











each, every
all
any, some
more, most, most of
enough
a lot of, lots of
plenty of
the other, other

a few, few

many

both, both of, several
a number of
the number of
Artical
the
a, an
the

the
Demonstrativethis
that
these
those

Tense (ตอนที่ 6): Past Simple

ส่วน Past Simple ก็จะใช้เป็นรูป V2 แทน เช่น I drank water, I played football. I liked football (แปลว่าเคยชอบ ตอนนี้ไม่ได้ชอบแล้ว) ดูเหมือนง่ายๆ ไม่มีอะไรใช่ม่ะค่ะ

Form: V2

การใ้ช้: สรุปง่ายๆ ก็คือใ้ช้กับทุกอย่างที่เกิดขึ้น และจบไปในอดีต ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเป็นประจำ หรือว่าเป็นเหตุการ์ณที่เกิดขึ้นช่วงหนึ่ง ก็ได้

ตัวอย่าง

I saw a movie yesterday.
She didn't wash her car.
I lived in Brazil for two years. - ตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่บราซิลแล้ว
I studied French when I was a child. - ตอนนี้ไม่ได้เรียนแล้ว He played the violin. - ตอนนี้เลิกเล่นไปแล้ว

Could
1. สามารถใช้เป็นความหมายเดียวกับ can สำหรับอดีต เช่น
When I was a child I could run fast.

เราใช้ could สำหรับความสามารถทั่วๆไปในอดีต แต่ถ้าจะกล่าวถึง ความสามารถบางอย่างที่ยากๆ หรือเหตุการณ์เฉพาะ (overcoming difficulty or about doing something in a specific situation) ก็จะไม่ใช่ could แต่จะใช้ was/were able to แทนนะค่ะ เช่น

He hadn't done much revision but somehow he was able to pass the exam.
The fire spread quickly, but luckily everybody was able to escape.

2. ใช้สำหรับบอก possibility ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณกำลังคาดหวังรอคอย เพื่อนๆที่จะมาเยี่ยม แต่พวกเขามาล่าช้า คุณสามารถพูดว่า

They could arrive at any time now



Would
1. ใช้แสดง repeated action หรือ habit ในอดีต

เน้นว่า repeated action คือเป็นการกระทำหลายๆ ครั้ง หรือว่าทำจนเป็นนิสัย เช่น
The paintings would often commissioned by the wealthy, and, they would hung in the home.

ซึ่ง การใช้ในความหมายนี้สามารถ ใช้ past simple แทนได้เลย เช่นประโยคด้านบนก็สามารถใช้เป็น
The paintings were often commissioned by the wealthy, and, they were hung in the home.

และ ในความหมายนี้ ยังสามารถใช้ used to แทนได้ด้วย เป็น
The paintings used to be commissioned by the wealthy and, they used to be hung in the home.

2. ใช้สำหรับ possibility ได้เหมือนกับ could ใช้สำหรับเหตุการณ์ที่ไม่เป็นจริง หรือไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่อาจจะเกิดขึ้นได้ (unreal or unlikely situation that might arise now or in the future) เช่น

I wouldn't bother to cook.
I'd go out to eat or bring home a take-away.

I'd ask your mother to help me with the washing and the ironing.
I know she'd help me.


เรา จะพบเห็นการใช้ would กับแบบที่ 2 มากกว่า โดยเฉพาะใน if clause แบบที่สอง ซึ่งเป็นแบบที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน (อันเป็นผลมาจากการกระทำในอดีต) เช่น

If I had more time, I would read more books. มันเหมือนจะเป็นไปได้ ที่ฉันจะอ่านหนังสือมากกว่านี้ แต่ว่าจริงๆ แล้วฉันไม่มีเวลา ฉันก็เลยไม่ได้อ่านหนังสือ
If he left today, he would be there by Friday. แปลได้ว่า จริงๆ เค้าไม่ได้ไปวันนี้หรอก ซึ่งเค้าก็คงไม่น่าจะถึงจุดหมายในวันศุกร์

พอ เข้าใจ If clause แบบที่ 2 ได้มากขึ้นม่ะค่ะ เพราะถ้าเราเข้าใจ เราก็จะสามารถใช้ได้อย่างไม่ต้องจำ อย่างที่บอกไปตอนต้นแล้วว่า เรื่องของ tense มีความเกี่ยวพันกับรูปแบบประโยค โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหมายของประโยค ถ้าเราศึกษาและพยายามทำความเข้าใจ เราก็จะสามารถเข้าได้ความหมายที่แฝงอยู่ได้มากขึ้น (พูดเหมือนเก่ง กำลังศึกษาอยู่เหมือนกันค่ะ)

Would vs. Past Simple
อย่างที่บอกไปแล้วนะ คะ่ ว่า would สามารถแทน Past Simple สำหรับ repeated action ในอดีตได้ แล้วทีนี้มันต่างกะ Past Simple ยังไง คำตอบ ก็คือง่ายมากเลยค่ะ ถึงแม้เราจะสามารถใช้ would กับ repeated action ได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าใช้ได้ักับ ทุกๆ action (ไม่สามารถใช้กับ action ที่เกิดครั้งเดียว) เช่น

This painting would be commissioned in 1856 -- wrong.
This painting was commissioned in 1856 -- right.

และนอกจากนี้ would ไม่สามารถกับ state ได้ เช่น

I would be a painter -- wrong
I was a painter -- right


Would vs. Used to
จับ คู่กับอีกตัวค่ะ สำหรับคู่นี้สามารถใช้กับ repeated action ได้เช่นเดียวกัน ก็คือใช้กับ action ที่ไม่ใช่ repeated action ไม่ได้ทั้งคู่ แต่ที่ต่างกันก็คือ used to สามารถใช้กับ state ได้ แต่ would ใช้กับ state ไม่ได้

I would be a painter -- wrong
I used to be a painter -- correct

Would vs. Could
ที่ เรากล่าวไปเป็นการใช้ would กับ could ในประโยคบอกเล่า นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังมีการใช้ would กับ could ในประโยคคำถามในเชิงขอร้อง ซึ่งหลายคนก็สงสัยมากว่ามันต่างกันยังไง โดยสรุปที่ใช้กันในปัจจุบันแทบจะไม่ต่างกันเลย แต่โดยนัย แล้วมีความต่างกันที่ could ให้ความรู้สึกของ can คือสามารถทำได้มั้ย แต่ would จะใช้ความรู้สึกว่าเต็มใจทำมั้ย เช่น

Could you open the door for me when I get there?

ให้ความรู้สึกว่า คุณถามว่า เค้าจะทำได้มั้ย คืออีกฝ่ายอาจจะไม่ได้อยู่ตรงนั้น ตอนที่คุณไปถึง ก็เลยทำไม่ได้ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น

Would you open the door for me when I get there?

อาจจะเป็นได้ว่าเค้า อยู่ตรงนั้น และทำให้ได้อยู่แล้ว แต่ว่าจะช่วยทำให้ได้มั้ย เป็นการถามความเต็มใจ ตั้งใจ ถึงได้มีประโยคที่บอกว่า I WOULD if I COULD. ก็คือฉันเต็มใจทำให้อยู่แล้วแหละ ถ้าทำได้ ซึ่งก็แสดงเป็นนัยว่า ฉันทำไม่ได้ คือ I ไม่ could ก็ไมู่้รู้จะ would ยังไง

ซึ่งหาอ่านรายละเอียดได้จาก reference ข้างท้ายที่ Would or Could

แต่ยังไงก็แล้วแต่เนื่องจากการใช้งานในปัจจุบันทำให้ ความหมายของคำลดน้อยลง และความแตกต่างของคำทั้งสองก็น้อยลงไปด้วย เรียกได้ว่าใ้ช้แทนกันก็ไม่ผิดค่ะ


หลาย คนอาจจะคิดว่า มันไม่เกี่ยวกะเรื่อง tense แต่อาจจะมองว่าเป็นเรื่องของ modal verb ก็แล้วแต่จะมองค่ะ ขอให้เข้าใจ และนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องก็ถือว่าดีมากมาย

Used to vs. Past Simple
เนื่องจากในภาษาไทยเราไม่มี tense เราใช้ verb ช่องเดียว ไม่ว่าจะอดีต ปัจจุบัน เราอาจจะใช้คำบางคำที่ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ในอดีต เช่น ฉันเคยอ้วน แปลว่าแต่ก่อนอ้วน ทำให้คนไทยสับสนเวลามาใช้กับประโยคภาษาอังกฤษ เพราะว่า ภาษาอังกฤษไม่มีคำว่า เคย แต่เค้าจะใช้ tense ในการบอกเวลา บางคนอาจจะคิดว่า used to สามารถใช้แทนคำว่าเคยได้ แต่จริงๆ used to มีความหมายคล้ายๆ กับ past simple ซึ่ง

1. สามารถใช้แสดง state หรือสถานะ สภาวะ เช่น

I used to live in Paris
.

2. ใช้เน้น repetition action คือเคยทำบ่อยๆ เป็นประจำ เช่น

I used to play football
.

แปลว่า เคยเล่น (แล้วก็เล่นเป็นประจำด้วย ไม่ใช่แค่เล่นครั้งสองครั้ง) ถ้าเล่นแค่ไม่กี่ครั้งเค้าก็จะใช้ I played football once when I was young. แบบนี้เป็นต้น

ซึ่งทั้งสองประโยคที่ใช้ used to ข้างต้น สามารถแทนด้วย past simple ได้เลยค่ะ I lived in Paris, I played football ไม่ผิดอะไรค่ะ ใช้ได้เลย แต่ว่า used to ไม่สามารถใช้กับเหตุการณ์ในอดีตอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการใช้ 2 ข้อข้างต้นไม่ได้

เช่น
I saw a movie yesterday.
I studied French when I was a child.

ข้อแตกต่างอีกอย่างหนึง ก็คือจะไม่มีการใช้ used to ในประโยคคำถาม หรือปฏิเสธ เช่น I not used to play football เค้าไ่ม่ใช้กันค่ะ แต่จะใช้ I did not play football.


Would have / Could have / Should have
สำหรับ would ที่ใช้กับ possibility จะหมายถึงเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ปัจจุบัน (แต่เป็นไปได้น้อยมากที่จะเกิดขึ้น) ส่วน would have เป็นเุหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอดีต (แต่ไม่ได้เกิดขึ้น) ซึ่งจะใช้ใน if clause แบบที่ 3 เช่น

If he'd taken an umbrella, he wouldn't have got wet on the way home.

และ could have กับ should have ก็ใช้ในลักษณะเดียวกัน แต่ could have มีความหมายแฝงในเชิงของ can คือสามารถเกิดขึ้นได้ในอดีต และ should have ก็แฝงในลักษณะของการแนะนำ

Reference:
Past Simple Tense
should and should have, would and would have, could and could have

Past habits and repeated actions - 'would'
http://www.bic-englishlearning.com/tenseA.html
Would or Could

Tense (ตอนที่ 4): Present Perfect

สุดท้าย Present Perfect

Form: have, has + V3

การใช้
1. ใช้สำหรับ a past action ที่มีผลมาจนถึงปัจจุบัน
She has gone for a break - หมายความได้ว่า ตอนนี้เธอไม่อยู่ เพราะว่าเธอออกไป

2. สำหรับการกระทำในอดีต ที่ยังดำเนินอยู่จนถึงปัจจุบัน
ซึ่งมันจะมี for, since, ever since (ระยะเวลาจากนั้นเป็นต้นมา), since then (จากนั้นเป็นต้นมา) ช่วยบอกระยะเวลาที่เริ่มของการกระทำ หรือ จุดของเวลาที่เริ่มการกระทำ

We have studied here for for years.
We have studied here since 1998.
The company started losing money in 2002 and has been in serious decline since then.
The company started losing money in 2002 and has been in serious decline ever since.


สองประโยคสุดท้าย มีความหมายแทบจะไม่แตกต่างกัน ความแตกต่างของ ever since กับ since then คือ ever since จะเน้นที่ ระยะเวลา ช่วงเวลา นับแต่นั้นมา (period of time) แต่ since then จะเน้นที่ ณ.จุดเวลานั้นเป็นต้นมา (point in time)

3. a recent news หรือ recent action
การใช้ในลักษณะนี้ จะมีความใกล้เคียง past simple มาก และแม้ว่าจะใช้ past simple แทนเลย ก็ไม่น่าจะผิดนะค่ะ ในความเห็นของตัวเอง แล้วการใช้ present perfect ช่วยเน้นว่าเหตุการณ์นั้นเพิ่งจะเกิดขึ้น เิ่พิ่งจะจบไป ซึ่งมันจะมี adverb เช่น yet, just, already หรือ never ซึ่งใช้ในความหมายปฏิเสธ

The Prime Minister has died.
Have you finished your homework yet?
I have just finished my homework.
I have already finished my homework.
I have never been here.


ตัวอย่าง บางส่วนของ present perfect ที่อาจจะทำให้เข้าใจมากขึ้น หรือทำให้งงมากขึ้นซะก็ไม่รู้

I've lost my key
- ทำกุญแจหาย และก็ยังหาไม่เจอด้วย
l lost my key - ทำกุญแจหาย แต่ตอนนี้อาจจะหาเจอแล้ว (หรือเป็นไปได้ที่หาไม่เจอเลยก็ได้)

แต่มีบางรูปแบบของ past perfect ที่ เอ่อ... ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน คือ

She has been to Japan. - หมายถึงเธอเคยไปที่ญี่ปุ่น แต่ตอนนี้เธอไมไ่ด้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว
They have gone to Japan. - เธอไปญี่ปุ่น และตอนนี้ก็ยังไม่กลับด้วย เธอยังอยู่ที่ญี่ปุ่น คือเหตุการณ์ัยังดำเนินอยู่

แต่ถ้าใครจะถามว่า แล้ว

She has been to Japan. กับ She went to Japan. ต่างกันไง

เอ่อ... เอ่อ... ไม่รู้เหมือนกัน ด้วยความสัตย์จริง ใครรู้ช่วยตอบหน่อยเห๊อะ

Tense (ตอนที่ 3): Present Continuous

ต่อไป Present Continuous ซึ่งจริงๆ แล้วควรจะหมายถึงการการกระทำที่กำลัง ทำอยู่ ณ.เวลาที่พูด แต่ present continuous ยังมีการใช้งานในความหมาย กึ่งๆ future ด้วย คือหมายถึง กำลังจะทำ (ตัดสินใจแน่นอนแล้ว, วางแผนแล้ว) โดยสรุป

Form: is, am, are + Ving

การใช้งาน
1. Happening now - เกินขึ้นขณะนั้น
They're watching TV.

2. Planned future arrangement - กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยได้วางแผนไว้แล้ว มีการกำหนดไว้แล้ว
Helen's studying later tonight. I'm playing football with my friends on Saturday.


Reference:
Present Form
Present continuous for future arrangement

Tense (ตอนที่ 2): Present Simple

เริ่มจาก Present Simple กันก่อน รูปแบบนี้ก็จะเป็น V1 เช่น I drink water, I play football, I likes football ง่ายมั๊กๆ

Form: V1

การใช้งาน

1. Habit ใช้สำหรับอะไรที่เราทำเป็นประจำ เป็นปกติ ทำบ่อยๆ
We give Helen the rent every month.
She sends
the cheque to the landlord.


2. Fact ใช้กับอะไรที่เป็นความจริง
The sun rises in the east.
Brasilia is
the capital of Brazil.


3. State ใช้กับอะไรที่เป็นสถานะ ณ.ขณะนั้น
They live in a flat together.
Alice doesn't work in a hospital.


4. Thoughts, feelings, opinions. ซึ่งเป็น non-continuous verb จะต้องใช้เป็น simple form เท่านั้น จะไม่ใช้เป็น continuous form

ดูเหมือนไม่ค่อยมีอะไรนะค่ะ แต่ถ้าเราดูให้ลึกลงไป เช่น Present Simple ที่ประกอบด้วย modal เพื่อใช้เสริมความหมายถึงอื่นๆ เช่น ต้องทำ, ควรทำ ก็จะต้องใช้ modal verb หรือ auxiliary verb มาช่วย ซึ่งได้แก่ can, could, may, might, shall, should, would ความหมายโดยทั่วๆไป ก็คงรู้กันอยู่แล้ว เช่น can ใช้บอกความสามารถ may, might บอกความน่าจะเป็น, shall ใช้กรณีชักชวนซึ่งมันใช้กะ we, should หมายถึงควรจะ เป็นการแนะนำ แต่โดยลึกๆ แล้ว modal verb เช่น could, would มีความหมายได้หลากหลายและใช้ได้หลากหลาย ซึ่งบางความหมายสามารถใช้หมายถึงปัจจุบัน แต่ในบางความหมายก็หมายถึงอดีต จะขอยกยอดไปเขียนใน Past Tense ทีเดียวเลยนะค่ะ

Reference:
Present Form

Tense (ตอนที่ 1): Form

สำหรับตัวเองแล้ว เชื่อว่าประโยคต่างๆ ไม่ว่าจะ if clause, compound, complex sentence มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของ tense และการใช้ verb ซึ่งอาจจะเป็น auxiliary verb ก็ได้

ดังนั้นก่อนจะดูว่ามันเกี่ยวกันยังไง เรามาเรียนรู้เรื่อง tense form ต่างๆ กันก่อนนะค่ะ


PastPresentFuture
SimpleV2
(ตอนที่6)
V1
(ตอนที่2)
V3
(ตอนที่10)
Continuous
V to be + Ving
was, were + Ving
(ตอนที่7)
is, am, are + Ving
(ตอนที่3)
will be + Ving
(ตอนที่11)
Perfect
V to have + V3
had + V3
(ตอนที่8)
have, has + V3
(ตอนที่4)
will have + V3
(ตอนที่12)
Perfect Continuous
V to have + been + Ving
had + been + Ving
(ตอนที่9)
have, has + been+ Ving
(ตอนที่5)
will have + been + Ving
(ตอนที่13)

นอกจากรูปแบบของฟอร์มในแต่ละ tense แล้ว ความรู้เรื่อง verb ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจก่อนจะเข้าเนื้อหาจริงๆ ของ tense การใช้ verb กับ tense ต่าง เราจำเป็นต้องมีความเข้าใจการแบ่ง verb เป็นประเภทดังนี้
  1. verb ทั่วไป ซึ่งเป็น verb ที่เราสามารถเป็นอาการของการกระทำนั้นได้ เช่น eat, walk, go, say.
  2. non-continuous verb หรือ stative verb ก็คือ verb ที่เราไม่สามารถเห็นอาการของมันได้ ซึ่งแบ่งคร่าวๆ ได้ดังนี้
    • abstract verb เช่น to be, to want, to cost, to seem, to need, to care, to contain, to owe, to exist
    • possession verb (verb ที่แสดงความเป็นเจ้าของ) เช่น to possess, to own, to belong
    • emotion verb (verb ที่แสดงอารมณ์) เช่น to like, to love, to hate, to dislike, to fear, to envy, to mind

    ซึ่ง verb เหล่านี้ไม่สามารถใช้กับ continuous tense ได้ เนื่องจากเป็น verb ที่เราไม่สามารถเห็นอาการของมันและบอกได้ว่ามันกำลังเกิดขึ้นอยู่
  3. mixed verb คือเป็นกลุ่มที่สามารถใช้ continuous tense ได้ หรือไม่ใช่ก็ได้ แต่ว่าความหมายจะแตกต่างกัน เช่น to appear, to feel, to have, to hear, to look, to see, to weigh
    to have
    I have a dollar. - ฉันเป็นเจ้าของเงิน 1 ดอลล่าร์
    I am having fun. - ฉันรู้สึกสนุก
    to hear
    She hears the music - เธอได้ยินเสียงเพลง (ผ่านหู)
    She is hearing voices - เธอได้ยินเสียง (ซึ่งคนอื่นไม่ได้ยิน คือได้ยินในจิตใจของเธอเอง)
การแบ่ง verb ตามลักษณะดังนี้ เนื่องจาก verb บางตัว เราจะไม่ใ้ช้กับ continuous tense เลย (non-continuous verb) หรือบางตัวเราจะใช้ continuous tense ในบางความหมายเท่านั้น

Reference:
Types of Verbs

Words: Time

แบบเจาะจงเวลา

เด็กๆ เคยเรียนใช่ม่ะค่ะ today, tomorrow, yesterday. ง่ายปาย ใครๆ ก็รู้อ่ะ

แล้ว last week, last month, last year ก็ยังไม่มีอะไร อาทิตย์ที่แล้ว เดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว
เอ.. แล้ว 2 อาทิตย์ที่แล้วอ่ะ ว่าไง ... เฉลย ก็ใช้ 2 weeks ago ไง หรือ 3 days ago, 3 months ago, 5 years ago อย่าได้หลงไปใช้ last 2 weeks นะ มันใช้ม่ะได้
จริงๆ แล้วเราจะใช้ 1 week ago, 1 month ago หรือ 1 year ago ก็ได้เหมือนกันนะ มีความหมายเหมือนกับ อาทิตย์ที่แล้ว เดือนที่แล้ว ปีที่แล้วเหมือนกัน
แต่ที่ไม่ค่อยเคยเห็น 1 day ago มันฟังดูแมร่งๆ ชอบกลเอามากๆ เพราะว่า มันก็คือ yesterday นะเองอ่ะ ส่วน last day มีใช้เหมือนกัน แต่ไม่ได้มีความหมายว่าเืมื่อวานนี้ แต่จะมีความหมายตามคำ คือ วันสุดท้าย

ถ้าจะพูดถึงอนาคต ก็ next week, next month, next year ว่ากันไป
แล้ว อีก 2 เดือนข้างหน้าอ่ะ ก็ next 2 months แล้วก็ next 3 weeks, next 4 years
หรือจะบอกว่า สิ้นเดือนนี้ ก็ by the end of the month เช่น The new restaurant will be open by the end of the month.
เวลานี้ของปีหน้า ก็ this time next year เช่น This time next year, we'll be millionaires! (เอ่อ... อยากให้เป็นงั้นจริงๆ จังเยย)

แบบไม่เจาะจงเวลา

แบบที่เจาะจงเวลา มันก็งั้นๆ ไม่ค่อยมีอะไรยากเท่าไร แต่พอเราจะบอกว่า เมื่อกี้นี้, เมื่อวันก่อน..., ทุกวันนี้..., หรือ เร็วๆ นี้... เนี้ยะ นึกยากจริงๆ เพราะอาจาร์ยภาษาอังกฤษไม่เคยสอนอ่ะ ไม่รู้ทำไม ฉะนี้แล้วก็มาดูกันดีกว่า

Past
a moment ago - เมื่อกี้นี้
a short time ago - นานกว่าเมื่อกี้นี้หน่อยนึงมั้ง
the other day - เมื่อวันก่อน (ไม่รู้ว่าวันไหนเหมือนกัน)
ages and ages ago - เมื่อนานมาแล้ว
many moons ago - นานมาแล้วเหมือนกัน

เช่น
I've already heard the news. She told me a short time ago.
I went shopping the other day.
I've know about it for a very long time. She told me ages and ages ago.
Many moons ago, he told me the story of his life.

Present
for the time being - ตอนนี้, ช่วงนี้
these days - ทุกวันนี้
in this day and age - ในยุคสมัยนี้

เช่น
For the time being, I'm catching the bus to work, but I hope to get a bicycle soon.
These days I'm happy at work, but there were times in the past when I was unhappy.
In this day and age it is normal for women to be senior managers, but it wasn't always like that.

Very soon or immediately
as soon as possible
straight away
in a minute or two
/ in a second or two

Future
in the not too distant future เช่น I'll be seeing my sister in the not too distant future.


References:
Time expressions

Verb: Linking verbs

เรารู้ๆ กันอยู่นะค่ะว่า ปกติแล้ว ถ้าเราจะใช้ adjective จะต้องใชักับ Verb to be เพราะว่า adjective ขนายนาม ก็ต้องใช้กับ เป็น อยู่ คือ เช่น She is beautiful

แต่มี verb บางประเภทที่สามารถใช้แทน Verb to be ในกรณีนี้ได้ คือสามารถตามด้วย adjective ซึ่ง verb พวกนี้ก็คือ linking verb หรือ copula ซึ่งแบ่งเป็นประเภทได้ดังนี้

Verbs of perception: seem, appear
Verbs of sense: look, feel, taste, smell, sound
Change-of-state verbs: become, grow, get, go, turn

verb พวกนี้แหละที่สามารถจะตามได้ adjective ไำด้ เช่น

Your plan seems realistic.
He appears older than he really is.
The blue dress looks better.
The sun got hotter and hotter.
His face went white with shock.


แต่ทั้งนี้ทั้นนั้นก็ไม่ได้แปลว่า linking verb หรือ copula เหล่านี้จะตามด้วย adverb เหมือนปกติไม่ได้นะค่ะ ก็ยังสามารถใช้เหมือน verb ทั่วไปได้เช่นเดิม เช่น

She looks angrily at her husband. - เธอมองสามีอย่างโกรธๆ angrily ขยาย looks
She looks angry. - เธอโกรธ เหมือนกับ she is angry แปลเหมือนกันค่ะ แต่ angry ขยาย she.

ได้ทั้งสองค่ะ ถูกหลักไวยกรณ์ อ่านเข้าใจ แต่ความหมายต่างกัน ลองดูอีกสักตัวอย่างนะค่ะ

The cake tasted beautiful. - เค้กอร่อย beautiful ขยาย cake
She quickly tasted the cake. - เธอชิมเค้กอย่างรวดเร็ว quickly ขยาย taste

พอเข้าใจกันนะค่ะ

Reference:
Verbs which take adjectives - look, feel, seem, sound

Britist vs. American English words

มีหลายคำมากเลยที่ใช้ต่างกัน ยกมาเป็น sample หรือลองเข้าไปดูตาม reference ข้างล่างก็ได้ค่ะ

BritishAmerican
motorwayfreeway
shopping centreshopping mall
toiletrest room
undergroundsubway
liftelevator
petrolgas, gasoline
roundabouttraffic circle
car parkparking lot
lorrytruck
trolleycart
chemist'sdrug store
taxicab
quid (= pound)buck (= dollar)
chequecheck
sweetdessert
sweetscandy
tapfaucet
wardrobecloset


Reference:
British vs. American English converter